วันศุกร์ที่ 14 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ทักษะการว่ายน้ำท่ากบ

ท่ากบ

ท่ากบ (อังกฤษBreaststroke) เป็นท่าว่ายน้ำประเภทหนึ่ง การว่ายท่ากบต้องอาศัยความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของช่วงล่างตั้งแต่สะโพกจนถึงข้อเท้า อีกทั้งมีโครงสร้างร่างกายที่เหมาะสม เช่น ข้อเท้าและข้อพับที่หัวเข่าต้องมีความยืดหยุ่นและมีความแข็งแรงสูง ว่ายท่ากบที่ถูกต้องคือ ห้ามยกแขนพ้นผิวน้ำ การใช้แขนดึงน้ำต้องดึงพร้อมกันทั้งสองข้าง เทคนิคการใช้แขนต้องเหยียดแขนไปข้างหน้าให้สุด มือปะกบติดกันเสียบในระดับผิวน้ำ หลังจากนั้นให้ปาด แขนออกโดยใช่ฝ่ามือกดน้ำในลักษณะเฉียง 45 องศา จากผิวน้ำ เทคนิคสำคัญในการดึงน้ำจังหวะที่ 1 ข้อมือต้องกว้างกว่าข้อศอก สองการดึงน้ำ จังหวะที่สองเป็นการล็อกข้อศอกให้อยู่กับที่ โดยให้ฝ่ามือปาดน้ำเข้าหากัน ส่วนการใช้แขนจังหวะสุดท้ายเป็นการรวบข้อศอกเข้าหากันอย่างรวดเร็ว พร้อมกับเหยียดแขนพุ่งไปข้างหน้า การใช้เท้า จังหวะแรกเป็นการพับเข่า ที่สำคัญต้องไม่เป็นการชักเข่า ส่วนจังหวะที่สองเป็นการแบะฝ่าเท้าออกโดยล็อกเข่าให้อยู่กับที่ และในจังหวะสุดท้ายให้ถีบฝ่าเท้าออกพร้อมทั้งรวบฝ่าเท้าเข้าหาประกบกันอย่างรวดเร็ว เทคนิคที่สำคัญในการใช้เท้าอยู่ที่จังหวะถีบสุดท้ายต้องมีความเร็วหรืออัตราการเร่งของการใช้เท้าเข้ามาเกี่ยวข้องกันด้วย ตำแหน่งของลำตัว ในการว่ายท่ากบท่าปกติจะเอียงประมาณ 15 องศา จากผิวน้ำ

วิธีว่ายน้ำท่ากบ
1. เริ่มจากการกระโดดน้ำที่ถูกต้อง: เพราะหากคุณไม่กระโดดน้ำหรือถีบตัวจากขอบสระ การว่ายท่ากบจะเร่งความเร็วได้ยากหากคุณไม่ใช่นักกีฬามืออาชีพ ดังนั้นจึงความใช้ตัวช่วยนี้เพิ่มความเร็วในการว่ายซะ โดยคุณสามารถกระโดดน้ำโดยการเหยียดแขนและตัวตรงไปที่น้ำ โดยเอาส่วนแขนลงน้ำก่อน ไม่ใช่ลำตัว



2. เตรียมกวาดแขน: โดยการยืดแขนไปข้างหน้าในแนวตรง นิ้วมือเรียงชี้ไปข้างหน้าโดยเอาฝ่ามือหันไปข้างล่าง และนิ้วโป้งค่อยๆบิดให้เอียงประมาณ 45 องศาเพื่อเตรียมกวาดแขน โดยก้มหน้าตลอดในช่วงนี้




3. กวาดแขนมาข้างหลัง: โดยให้ข้อศอกของคุณอยู่ข้างลำตัว แล้วกวาดแขนมาข้างหลังโดยให้มืออยู่ในตัวแหน่งหน้าอก โดยต้องยกศอกให้สูงเสมอในขณะที่ดันน้ำ ทั้งนี้ไม่ควรลากแขนออกไปด้านข้างมากนัก และไม่ลากมือเลยไปด้านหลังเนื่องจากจะเสียแรงโดยเปล่าประโยชน์ โดยควรหนีบข้อศอกมาให้รวดเร็วที่สุด 
เพื่อสามารถขึ้นมาหายใจอย่างรวดเร็ว มิเช่นนั้นจะเป็นการเพิ่มแรงเสียดทานให้ว่ายได้ช้า





4. ยกตัวขึ้นโดยให้ลำตัวตรงยาวพร้อมกับหายใจ และพุ่งแขนไปข้างหน้า



5. การหายใจ: คุณควรหายใจในทุกๆ Stroke และ ก้มหน้าไปข้างล่าง 45 องศาขณะหายใจ และต้องหายใจด้วยปากไม่ใช่จมูกเพื่อสูดอากาศได้อย่างเต็มที่และรวดเร็ว




6. การใช้ขา: งอขาและถีบน้ำไปข้างหลัง ให้ฝ่าเท้าตั้งฉากกับน้ำที่เราจะผลักไปเพื่อให้ส่งแรงได้เยอะที่สุด โดยเข่าคุณไม่ควรจะแยกห่างมากนัก และก้นคุณควรจะอยู่ระดับใกล้กับผิวน้ำ โดยควรทำขั้นตอนนี้ให้เร็ว พลิ้ว และแรงเพื่อที่จะเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น และเมื่อถีบแล้ว ก็ให้กลับไปซ้ำขั้นตอนเดิมใหม่





ประเภทการแข่งขัน
  •  กบ  50 เมตร
  •  กบ 100 เมตร
  •  กบ 200 เมตร
ประโยชน์การว่ายท่ากบ
ท่ากบ เป็นท่าที่ช่วยขยายปอด ทำให้หน้าอก ขา หัวไหล่ และกล้ามเนื้อแขน แข็งแรง แต่เผาผลาญแคลอรีน้อย เพียง 60 แคลอรีทุก 10 นาที ควรอบอุ่นร่างการ ก่อนว่ายท่านี้ มิฉะนั้นอาจเกิดการบาดเจ็บที่หัวเข่า หรือบริเวณหลัง และอย่าโผล่ศีรษะพ้นน้ำตลอดเวลา เพราจะทำให้มีผลเสียต่อคอ เป็นการออกกำลังกายที่ผ่อนคลาย สามารถที่จะว่ายไปแบบช้า ๆ เรื่อย ๆ ได้ ด้วยเหตุฉะนี้ท่ากบจึงเป็นท่าว่ายน้ำที่เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการใช้กำลังมากเกินไป เช่น ผู้สูงอายุ หรือ ผู้ที่เหนื่อยล้าจากการเล่นกีฬาประเภทอื่นมาแล้ว 


       

           ชมวิธีการและเทคนิคการว่ายน้ำท่ากบ

 










ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.youtube.com/watch?v=QGZ8rIy-YtI 
                           http://www.ohlor.com/ และ https://th.wikipedia.org
                              

วันพฤหัสบดีที่ 13 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ทักษะการว่ายน้ําท่ากรรเชียง

ท่ากรรเชียง

  การว่ายท่ากรรเชียงเป็นท่าว่ายที่สวยที่สุด การว่ายกรรเชียงมีประโยชน์ที่จะยืดกล้ามเนื้อ การว่ายกรรเชียง มีหลักเกณฑ์คล้าย ๆ กับการว่ายท่าฟรีสไตล์ ์แตกต่างที่ท่ากรรเชียงเป็นการหงายตัวราบกับระดับน้ำ แต่การว่าย ฟรีสไตล์เป็นการคว่ำตัว และการวางมือหรือผลักน้ำที่เหมาะมือเป็นอัจฉริยะของนักว่ายน้ำ
ต่อไปนี้เป็นการแนะนำการว่ายกรรเชียง  การเรียนรู้ด้วยตนเอง การว่ายและเรียนรู้ใช้ความคิดด้วยตัวคุณจะพัฒนาทักษะการว่ายโดยธรรมชาติด้วยตัวเองของคุณ และส่วนสำคัญอย่างมากคือการลื่นไหลและการต้านของน้ำ การว่ายท่ากรรเชียง คุณต้องนอนหงายแล้วว่ายในลักษณะเคลื่อนที่ไปด้านหลัง แต่การทำงานของแขนและมือจะคล้ายกับท่าฟรีสไตล์มาก เรามาดูกันว่า เราต้องทำอย่างไรบ้าง 




เริ่มต้นจากการหงายตัวลอยเหนือน้ำ เงยหน้าไปด้านหลังให้ศีรษะขนานกับแนวกระดูกสันหลังเปรียบตัวเองคล้ายกังหัน ลม โดยมีแขนทั้งสองเป็นใบพัด วางแขนขนานลำตัวแล้วเริ่มต้นหมุนแขนไปด้านหลัง ใช้มือเฉียงลงต้านหลังโดยให้นิ้วก้อยลงแตะน้ำก่อน ทำซ้ำอีกด้านหนึ่งไปเรื่อยๆ ยืดขาตรงตอนเตะน้ำ แต่ไม่ต้องตรงจนเกร็งมากเกินไป รักษาลำตัวให้ยืดตรงอยู่เสมอและรักษาจังหวะการว่ายให้ได้ระดับอย่างต่อ เนื่อง เตะขาสัก 6-12 ครั้งแล้วจึงหมุนแขน 1 ครั้ง ทำสลับด้านกันไป 
การว่ายท่ากรรเชียง คุณต้องนอนหงายแล้วว่ายในลักษณะเคลื่อนที่ไปด้านหลัง แต่การทำงานของแขนและมือจะคล้ายกับท่าฟรีสไตล์มาก เรามาดูกันว่า เราต้องทำอย่างไรบ้าง 
1. เมื่อคุณยืดแขนออกไปแล้ว แขนคุณต้องชิดหู ไม่ใช่เอาหูไปชิดแขน 
2. ให้คุณกดแขนลงไปในน้ำ ที่สำคัญปล่อยไหล่ตามสบาย ถ้าคุณเกร็งไหล่ให้อยู่กับที่เอาไว้ คุณจะกดแขนลงน้ำไม่ได้ 
3. งอข้อศอกและตั้งมือ พร้อมทั้งดันน้ำผ่านไปทางต้นขาของคุณอย่างรวดเร็ว 
4. จังหวะสุดท้ายของการดันน้ำ ให้คุณกดมือลงอย่างแรง จนแขนของคุณตึง 
5. เมื่อคุณยกแขนขึ้นมาจากน้ำ คุณต้องไม่งอข้อศอก และวางแขนไปด้านหลังโดยไม่ฟาดน้ำ โดยการวางแขนนั้นให้คุณหันฝ่ามือเอานิ้วก้อยลงก่อน 
6. เริ่มทำข้อ 1. กับแขนอีกข้าง 
การใช้ขาในท่ากรรเชียง 
การเตะขาที่ถูกวิธี จะช่วยทำให้คุณว่ายน้ำได้เร็วและดีขึ้น เพราะมันจะช่วยให้การทรงตัวของร่างกายคุณสมบูรณ์แบบ การเตะขาจะคล้ายคลึงกับการเตะขาท่าฟรีสไตล์มากแต่จะมีน้ำหนักมากกว่า โดยใช้แรงส่งจากสะโพกขึ้นไป และขาต้องพลิ้วเหมือนหางปลา ที่สำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เท้าต้องไม่โผล่พ้นน้ำจนเห็นหน้าแข้งและเท้าต้องไม่มีการตั้งขึ้นมา คือไม่จิ้มและไม่เกร็งข้อเท้า มิฉะนั้นเท้าของคุณจะไม่มีหน้าสัมผัสที่จะเตะน้ำ หัวเข่าก็เช่นกัน ไม่งอค้างเอาไว้เหนือน้ำ 
ข้อควรจำ 
1. ในการวางแขนลงน้ำเพื่อจะดึงน้ำต่อไป คุณต้องให้นิ้วก้อยลงน้ำก่อนเสมอ 
2. คุณไม่ต้องกังวลเรื่องที่น้ำจะเข้าหน้าคุณ เพราะว่าถ้าคุณว่ายถูกต้อง น้ำก็เข้าหน้าคุณอยู่แล้ว ให้คุณแก้ไขโดยกำหนดจังหวะหายใจ เช่น ยกแขนขวาขึ้นหายใจเข้า ยกแขนซ้ายหายใจออก เป็นต้น 
3. ให้คุณเก็บคางเพียงเล็กน้อย ไม่ใช่ก้มจนหูพ้นน้ำ และไม่เงยจนกระทั่งหน้าจมลงไปในน้ำ 
4. ยืดตัวเอาไว้ อย่างอตัวเป็นกุ้งเด็ดขาด 



วิธีว่ายน้ำท่ากรรเชียงให้เร็ว
1. เริ่มจากการกระโดดน้ำที่ถูก: โดยเหยียดตัวในลักษณะโค้งไปข้างหลังตามรูปแล้วเอาปลายมือลงไปในน้ำก่อน ตามด้วยแขน และหัวกับลำตัว




2. ลอยตัวขึ้นให้ถูก: หลังจากที่กระโดดน้ำเสร็จ ตัวคุณจะจมอยู่ใต้น้ำ และหลายๆคนเข้าใจผิดที่รีบใช้ Stroke แขนในทันทีทันใด เพราะนี่คือวิธีที่ผิด ที่จริงแล้วในขณะที่คุณอยู่ใต้น้ำ คุณต้องใช้ขาแตะน้ำในลักษณะคล้ายปลาโลมา (Dolphin Kick) โดยแขนทั้งสองเหยียดตรงนิ่ง จนกว่าตัวคุณจะขึ้นเสมอน้ำ วิธีนี้จะช่วยทำความเร็วได้มาก โดยทั่วไปแล้วคุณควรอยู่ใต้น้ำประมาณ 15 เมตรก่อนจะเริ่มใช้ Stroke แขน และเปลี่ยนจากการแตะน้ำในลักษณะคล้ายปลาโลมาเป็นการแตะน้ำแบบปกติ (Flutter Kick)





3. จ้วงไปข้างหน้า (ข้างหน้าในทิศทางที่จะไป): ยืดแขนและจ้วงไปจ้างหน้าให้ได้ไกลที่สุดเพื่อเพิ่มความเร็วและเป็นการใช้ Stroke อย่างคุ้มค่า ไหล่ของคุณจะต้องช่วยส่งกำลังไปด้วย ส่วนแขนอีกข้างหนึ่งก็ให้พายไปข้างหลังจนกระทั่งขนานกับลำตัว และขาที่แตะน้ำควรจะอยู่ระดับผิวน้ำเพื่อถ่ายแรงได้เต็มที่





4. การใช้แขน:โดยทั่วไปแล้วเมื่อคุณยกแขนขึ้นเพื่อเตรียมจ้วง แขนด้านที่ยกขึ้นของคุณจะทำมุมในแนวตั้งประมาณ 60-70 องศากับผิวน้ำ และทำมุมในแนวนอนประมาณ 45 องศากับแนวตรงของลำตัวเพื่อเตรียมจ้วงลงใต้น้ำต่อไป  หากคุณฝึกจนคล่องแะมีจังหวะที่ดีแล้วท่ากรรเชียงของคุณจะสามารถมองเป็นรูปตัว J ในแนวขวาง ซึ่งเป็นท่าที่มีประสิทธิภาพเพราะการส่งแรงจะเป็นไปอย่างสมดุล และข้างล่างนี้คือ Tips ที่เราแนะนำ
  • เมื่อเอามือพายใต้น้ำ มือที่จ้วงควรจะให้นิ้วเรียงชิดติดกับและโค้งงอเล็กน้อย
  • เมื่อยืดแขนออกไป แขนคุณต้องชิดหู
  • เมื่อแขนลงไปในน้ำ ควรปล่อยไหล่ตามสบาย เพราะหากเกร็งไหล่ให้อยู่กับที่เอาไว้คุณจะกดแขนลงน้ำไม่ได้
  • ควรงอข้อศอกและตั้งมือ และดันน้ำผ่านไปทางต้นขาด้วยความรวดเร็ว
  • ในการวางแขนลงน้ำเพื่อจะจ้วง จะต้องให้นิ้วก้อยลงน้ำก่อนเสมอ





5.การใช้ขา: คุณไม่ควรใช้หัวเขาเป็นแกนในการแตะขา แต่ควรใช้ขาทั้งท่อนที่ยาวกว่าในการแตะน้ำ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเร็วได้มาก อีกทั้งยังไม่ควรแตะที่เกินระดับผิวน้ำมากเกินไป สังเกตง่ายๆว่าหากคุณแตะขาแล้วคุณรู้สึกว่าคุณกำลังดันน้ำไปข้างหลังตัวคุณ แปลว่าคุณกำลังทำถูกแล้ว แต่ถ้ารู้สึกว่าดันไปผิดทิศทางคุณควรปรับท่าซะใหม่




6.การใช้สัดส่วนแขนกับขาที่ถูก: โดยทั่วไปแล้วในวิธีว่ายน้ำท่ากรรเชียงคุณควรใช้การแตะ Flutter Kick ประมาณ 4-7 ครั้งต่อ 1 Stroke ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพละกำลังและความชำนาญของแต่ละคนที่ต่างกันด้วย




7.หายใจอย่างสมดุล: เช่นเดียวกับวิธีว่ายน้ำอื่นๆ การหายใจเป็นเทคนิคที่สำคัญมากในการเพิ่มความเร็ววิธีว่ายน้ำท่ากรรเชียงไม่แพ้กับความแข็งแรงของร่างกาย โดยคุณต้องหายใจด้วยปากไม่ใช่จมูกเพื่อสูดอากาศได้อย่างเต็มที่และรวดเร็ว และควรหายใจออกในช่วงจังหวะดันน้ำเพื่อให้กล้ามเนื้อมีแรงมากขึ้น

  ประเภภทการแข่งขัน

  • กรรเชียง 100    เมตร 
  • กรรเชียง 200    เมตร 

       ชมทักษะและวิธีการว่ายท่ากรรเชียง

  










ขอบคุณข้อมูลจากhttp://www.ohlor.com และ https://www.youtube.com/watch?v=JghqyliWwb4

วันจันทร์ที่ 3 ตุลาคม พ.ศ. 2559

ทักษะการว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์

ท่าฟรีสไตล์
  ท่าฟรีสไตล์ (อังกฤษFreestyle Swimming) เป็นการว่ายน้ำที่ไม่จำกัดแบบหรือท่า ในการแข่งขันคุณจะว่ายแบบใดก็ได้ แต่การว่ายฟรีสไตล์เป็นการว่ายที่เร็วที่สุด การว่ายท่านี้เป็นการนอนคว่ำลงในน้ำ หมุนแขนผ่านใต้น้ำและเหนือน้ำอย่างต่อเนื่อง ขาจะต้องเตะขึ้นลงอย่างสม่ำเสมอ และหายใจเมื่อหมุนหน้าไปด้านข้าง มีคำพูดที่ว่าการว่ายท่านี้ง่ายมาก แต่ก็ยังมีอีกเป็นจำนวนมากที่เราจำเป็นต้องรู้
ท่านี้เป็นท่าที่ร่างกายมีความเพรียวลู่น้ำมากกว่าท่านี้เป็นท่าแรกของการเริ่มต้น


การใช้แขนท่าฟรีสไตล์
           1. ในท่าฟรีสไตล์นั้น มีลักษณะการใช้แขนที่มีความต่อเนื่องกันมากที่สุดโดยการว่ายให้มีความเร็วและถูกต้องนั้น ทำได้ดังนี้1. เมื่อคุณยืดแขนไปด้านหน้าจนสุดแล้ว แขนของคุณต้องชิดกับหู
           2. ต่อจากนั้นให้คุณกดมือลง พร้อมกับโก่งแขนโดยการยกข้อศอกโดยแรงที่จะส่งตัวคุณนั้นจะออกมาจากไหล่
           3. ดันแขนท่อนล่างให้ผ่านไปใต้ลำตัว นิ้วทุกนิ้วเรียงชิดติดกัน
           4. ดันน้ำจนกระทั่งแขนของคุณตึงพอดี สามารถตรวจสอบได้ โดยมือของคุณจะผ่านไปถึงต้นขา
           5. ยกแขนขึ้น โดยงอข้อศอก แล้ววาดแขนมาด้านหน้า วางมือลงน้ำ กดศอกแล้วยืดแขนออกไป
การใช้ขาท่าฟรีสไตล์
ในการใช้ขาของท่าฟรีสไตล์ จะเตะขาในลักษณะเตะสลับขึ้นลง ซ้ายขวา โดยที่จะต้องส่งแรงเตะมาจากสะโพก ไม่ใช่เตะจากหัวเข่า โดยในการเตะขานั้น ข้อเท้าและหัวเข่าต้องมีความพลิ้วไม่เกร็งเป็นอันขาดจังหวะของการเตะขาท่า ฟรีสไตล์มีดังนี้


  ความสัมพันธ์ของร่างกายในท่าฟรีสไตล์





ท่านี้เป็นท่าที่มีความต่อเนื่องในการทำงานของร่างกายอย่างดี คุณสามารถว่ายท่านี้ได้อย่างง่ายดาย แต่คุณต้องพยายามที่รักษาความนิ่มนวลและความพลิ้วไหวในการว่ายด้วย ถ้าคุณสามารถทำตัวให้ลื่นไหลไปเรื่อย ๆ ได้ก็จะดีมาก ไม่เพียงแต่ท่าฟรีสไตล์เท่านั้น ทุก ๆ ท่า ก็ต้องนิ่มนวล และพลิ้วไหวเช่นกัน


วิธีว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์ให้เร็วและถูกต้อง
1.จัดท่าวางตัวให้ถูก: เริ่มต้นเสมือนว่าคุณนอนคว่ำไปในน้ำโดยหัวก้มไปที่ก้นสระ และทำตัวให้ขนานไปกับระดับน้ำ โดยจังหวะที่คุณจ้วงซ้ายขวาสลับกันหัวของคุณควรอยู่ที่ตรงกลางจนกระทั่งสูดหายใจอีกครั้ง (ท่าที่ผิดคือการหันหัวไปข้างหน้าทำให้มีแรงเสียดทานน้ำมาก) ทั้งนี้ คุณควรที่จะคงระดับสะโพกไว้ที่ผิวน้ำเพื่อความสมดุลและความเร็วในการว่าย และผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่คอและอย่าเกร็งมาก จำไว้ว่าการวางตัวมีผลมากในการทำความเร็วในท่านี้


2.เตรียมจ้วงไปข้างหน้า: โดยยกแขนข้างหนึ่งออกมาเหนือน้ำพร้อมกับงอข้อศอก เพื่อที่จะให้แขนของคุณจ้วงไปข้างหน้าให้ได้ระยะมากที่สุด ในขณะที่แขนข้างที่ไม่ได้ยกเหนือน้ำก็ให้พายไปข้างหลัง 


3. จ้วงไปข้างหน้า: ยืดแขนและจ้วงไปจ้างหน้าให้ได้ไกลที่สุดเพื่อเพิ่มความเร็วและเป็นการใช้ Stroke อย่างคุ้มค่า ไหล่ของคุณจะต้องช่วยส่งกำลังไปด้วย มือที่จ้วงควรจะให้นิ้วเรียงชิดติดกับและโค้งงอเล็กน้อย ส่วนแขนอีกข้างหนึ่งก็ให้พายไปข้างหลังจนกระทั่งขนานกับลำตัว



4. พายไปข้างหลัง: เมื่อจ้วงไปข้างหน้าได้ระยะแล้วก็พายไปข้างหลัง (Catch) วิธีพายแบบปกติจะกางแขนประมาณ 120 องศาแล้วพายไปข้างหลัง (Straight Arm Technique) แต่หากคุณต้องการที่จะว่ายให้เร็วขึ้นโดยใช้ Stroke น้อยลงต่อระยะทางเท่าเดิม ควรที่ใช้วิธียกข้อศอกสูงขณะพายไปข้างหลัง (High Elbow Technique) ซึ่งจะต้องใช้กล้ามเนื้อส่วนหน้าอกเป็นอย่างมาก ทั้งนี้จะเลือกใช้วิธีพายแบบไหนให้ดูความถนัดของคุณด้วย ซึ่งจังหวะนี้ฝ่ามือจะเปรียบเสมือนไม้พายของเรือและจะต้องมั่นใจว่ามันส่งพลังดันน้ำไปข้างหลังเพื่อผลักคุณไปข้างหน้าอย่างแท้จริง หากคุณรู้สึกว่าท่าของคุณมันไม่ค่อยดันน้ำไปข้างหลังเท่าไหร่ แปลว่าคุณอาจว่ายผิดวิธีอยู่ และหลังจากที่คุณทำขั้นตอนนี้เสร็จก็สลับข้างแล้วเริ่มใหม่



5. เตะขา (Flutter kick) ที่จริงแล้วการเตะขาเป็นสิ่งที่ต้องทำขนานกันไปกับการใช้แขนว่ายที่กล่าวไว้ข้างต้น โดยคุณควรจะเน้นการเตะขาที่ถี่แทนที่จะเตะช่วงใหญ่ๆ ซึ่งเหตุผลของการเตะนี้ไม่ได้เพียงเรื่องของความเร็วโดยตรง แต่เป็นการควบคุมสมดุลของร่างกายที่จะมีผลต่อความเร็วสุดท้ายในที่สุด



6. หายใจอย่างสมดุล. การหายใจเป็นเทคนิคที่สำคัญมากในการเพิ่มความเร็วไม่แพ้กับความแข็งแรงของร่างกาย โดยปกติแล้วคุณควรหายใจทุกๆ 3 Stroke (จำนวนอาจต่างกันไปตามความสามารถในการหายใจของแต่ละคน)

  • คุณต้องหายใจด้วยปากไม่ใช่จมูกเพื่อสูดอากาศได้อย่างเต็มที่และรวดเร็ว
  • เวลาที่หันหน้าขึ้นมาหายใจไม่ควรยกขึ้นมาทั้งหน้าแต่ควรหันขึ้นมาเฉพาะครึ่งหน้าให้พ้นน้ำก็พอเพื่อไม่ให้เสียความเร็วในการว่าย
  • ทิศทางของหน้าเวลาหายใจคือควรหันไปข้างๆไม่ใช่ข้างหน้า
  • คุณควรหายใจข้างสลับกันเพื่อความสมดุลโดยหายใจเข้าด้านขวาเมื่อคุณกำลังจะยกแขนขวาออกจากน้ำ และหายใจเข้าด้านซ้ายเมื่อกำลังจะยกแขนซ้ายออกจากน้ำ และหายใจออกในน้ำในช่วงประมาณ 3 Stroke ก่อนที่จะหายใจเข้าครั้งต่อไป





               ชมวิธีการและเทคนิคการว่ายน้ำท่าฟรีสไตล์


  
       ประเภทการแข่งขัน
  • ฟรีสไตล์ 50 ม.
  • ฟรีสไตล์ 100 ม.
  • ฟรีสไตล์ 200 ม.
  • ฟรีสไตล์ 400 ม.
  • ฟรีสไตล์ 800 ม.
  • ฟรีสไตล์ 1500 ม.
  • ผลัดฟรีสไตล์ 4×50 ม.
  • ผลัดฟรีสไตล์ 4×100 ม.
  • ผลัดฟรีสไตล์ 4×200 ม.
รูปแบบนอกจากนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการผสมในระยะทางต่อไปนี้:
  • เดี่ยวผลัดผสม 100 ม.
  • เดี่ยวผลัดผสม 200 ม.
  • เดี่ยวผลัดผสม 400 ม.
  • ผลัดผสม    4×100 ม.   




อ้างอิงจาก: http://www.ohlor.com